เขิน
วันนี้(วันจันทร์) ไปสวนสันติธรรมมา มีคนเข้ามาคุยด้วยประโยคนึงเป็นประโยคในฝันมากเลย (ยังไม่เฉลยนะ ขอลีลาเล่าที่มาที่ไปก่อน)
คือพี่ตึกมารับ พี่ตึกกับพี่วาทีมากันสองคนและแวะมารับเราถึงหน้าหอพากันไปถึงสวนสันติธรรมตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เวลานี้ควรจะเป็นเวลาที่ศาลาโล่งๆเราควรจะได้เข้าไปจับจองที่นั่งแถวหน้าๆกัน แต่เปล่าเลยค่ะแถวที่มีเจ้าของแล้วยาวมาถึงเสาต้นที่สามนับจากข้างหลัง!แต่ไม่เป็นไร พี่ๆไม่ซีเรียส เราก็ไม่ซีเรียส เพราะเมื่อวานมาเองก็มาถึงทีหลังและนั่งข้างหลัง ก็ยังได้ส่งการบ้าน (แบบไม่ได้ตั้งตัวอีกตามเคย)ก็ลงนั่งและได้ฟังหลวงพ่อจนจบรอบแรก กำลังจะลุกออกจากที่นั่งหันไปข้างหลังเจอคนนึงกำลังมองมาทางที่เรานั่ง เราก็อึ้ย เราลุกขึ้นมาบังใครหรือเปล่าก็เลยกระเถิบไปทางอื่น แล้วพี่ท่านก็กระเถิบตามเรามาแล้วถามว่า"คุณอ้อหรือเปล่าครับ"เราก็อะ "ค่ะ" (นึกในใจว่าใครง่ะแล้วปากก็ถามออกไปเลยว่า)"ชื่ออะไรคะ"(เอาชื่อมาก่อนเลย จะได้เรียงลำดับถูกว่าเป็นญาติฝ่ายไหน)ตอนนั้นเขาก็ไม่ยอมบอกชื่อนะ แต่พูดประโยคในฝันออกมาว่า"ผมอ่านไดอารี่ของคุณแล้วก็มาที่สวนสันติธรรมครับ"โหย ถามย้ำอยู่ตั้งสองหนว่ามาครั้งนี้ครั้งนี้ครั้งที่เท่าไหร่ ปรากฏว่าเป็นครั้งแรกถามว่าแล้วรู้จักหน้าเราได้ยังไง เพราะพักหลังเราไม่ได้เอารูปตัวเองลงในไดเลย(ที่เอาลงก็ลงแบบมัวๆ) เขาก็บอกว่าอ่านมา 2-3 ปีแล้วครับคือหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจนะ เวลาวิจารณ์หนังเรื่องไหนแล้วมีคนเฮตามไปดูหนังเรื่องนั้นเวลาไปเที่ยวที่ไหน แล้วมีคนอยากไปด้วยบ้างแต่อันนี้ภูมิใจสุดๆแล้วนะสำหรับเรา ^^ และเชื่อไหมว่าตัวจริงขี้อายมากแม้จะดีใจแต่ก็ไม่ได้คุยอะไรต่อ รอบสองพี่ตงชวนไปนั่งข้างหน้าก็เลยหนีแฟนไดอารีที่เพิ่งรู้จักกันไปโน่นเลย ... หน้าสุด ตรงกับหลวงพ่อนั่งพอดี(ขี้อายจริงๆ)
- - -
วันนี้หลวงพ่อชมพี่แต้วว่าภาวนาได้ดีแล้วพี่แต้วนั่งข้างหลังเยื้องเราไปแค่ข้ามไหล่ฟังหลวงพ่อชมพี่แต้วใจก็ยินดีไปกับเขาแล้วก็มีตัวร้ายบอกว่าอิจฉาสิอิจฉาเราก็นึกในใจ อ่ะ อิจฉา แล้วมันก็ดับและเงียบกริบต่อหลวงพ่อก็ให้พี่แต้วส่งไมค์มาให้เรา ถามว่าจิตของเราเมื่อวานกับวันนี้เป็นยังไงเราก็อึ้งๆ (คือกำลังเงียบ) หลวงพ่อก็บอกว่าเอาวันนี้ก็ได้เรารายงานไปว่าวันนี้เป็นธรรมชาติกว่าเจ้าค่ะ (ธรรมชาติที่นั่งก็นั่งหน้าสุดแต่ไม่ได้มีใจสั่น ตื่นเต้น หรือกลัวหลวงพ่อเลย ไม่เหมือนเมื่อวานที่นั่งข้างหลังโน่น แต่สะดุ้งเป็นเฮือกๆ เวลาหลวงพ่อสะกิดเรื่องความขี้เกียจ)หลวงพ่อบอกว่าตอบถูก ภาวนาได้ดีแล้วนะ (มีรายงานหลวงพ่อเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เช่นว่า ไม่เกร็งเวลาหลวงพ่อชมคนอื่นแต่บางทีเวลามีสติขึ้นมาแล้วมันเหมือนไม่มีอะไรให้ดู)หลวงพ่อยิ้มบอกว่าเวลาหลวงพ่อชมคนอื่น ส่วนใหญ่ก็ไม่เกร็งกันหรอก แต่จะเป็นอิจฉา(แฮ่..)ส่วนเวลามีสติแล้วไม่มีอะไรจะดูก็ให้ดูที่ไม่มีอะไรไปตอนที่หลวงพ่อสอนรัตน์ก็ยังหันมาบอกเราว่าจำไว้ว่าอะไรก็ไม่เที่ยง ดูให้มันเป็นไตรลักษณ์ มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในความไม่มีอะไร เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนให้ดูเองแหละแล้วมันก็เปลี่ยนวับๆ เป็นโมหะบ้าง ปีติบ้าง สลับไปมาจริงๆนะ
หลังเลิกมีการถ่ายรูปร่วมกันของพนักงานกฟผ.ที่มาอบรมคอร์สปฏิบัติธรรมกันมีแอบหันมองนิดๆ อยากไปร่วมกิจกรรมกับเขาบ้าง แต่ไม่ได้ถูกเชิญไปกับเขาคืออยากมีส่วนร่วมว่างั้นเถอะ แต่ไม่ได้ง้องๆแง้งๆฉันจะไปๆอย่างแต่ก่อนไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร อยู่เฉยๆสบายออก แล้วหลวงพ่อก็เมตตามอบงานถอดเทปให้พักหลังกลายเป็นเกรงใจคนรอบๆข้างเสียอีก บางคนก็น้อยใจจนมากอดแม่ชีนุชน้ำตาคลอว่ายกมือยกแล้วยกอีก หลวงพ่อไม่เรียก (อิฉันนั่งอยู่ข้างๆคือคนที่หลวงพ่อเรียกบ่อยเสียด้วยสิ)วิธีนึงที่เราพยายามใช้แก้ต่างคือ มักจะพรีเซ้นต์ความพากเพียรของตัวเองการมาอยู่ต่างถิ่นเพื่อให้ได้ใกล้หลวงพ่อ การมาสวนเองด้วยการขึ้นรถสามสี่ต่อซึ่งถ้าใจไม่ให้มาจริงๆ ใครจะทำได้อย่างเราไหม เราตั้งใจภาวนาได้สมควรกับที่หลวงพ่อเมตตาไหม
และก็ถึงเวลาไปทำงาน จบดื้อๆอย่างนี้ละ :)
<< November >>
S
M
T
W
F
26
27
28
29
30
31
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
<< 2008>>
Name : Email : URL : Comment : กรอกตัวเลขก่อนส่ง